ท่องเที่ยวบ้านร่องกล้า บทพิสูจน์ของชุมชนในการจัดการท่องเที่ยว

ในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา ชุมชนภาคเหนือของประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากปัจจัยและเงื่อนไขต่าง ๆ ด้านหนึ่งผลพวงจากการพัฒนาของรัฐที่มุ่งหวังให้เกิดการขยายตัวและเติบโตทางเศรษฐกิจชุมชนภาคเหนือโดยการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน การพัฒนาและส่งเสริมเทคโนโลยีทางการผลิต ฯลฯ ได้ทำให้ชุมชนภาคเหนือปรับเปลี่ยนระบบการผลิตเพื่อการค้าเพิ่มมากขึ้น อำนาจรัฐและทุนจากภายนอกเข้าไปแทรกแซงระบบเศรษฐกิจชุมชนทุกขณะ ขณะเดียวกันรัฐเองก็เข้าควบคุมจัดการทรัพยากรของชุมชนภาคเหนือเพื่อการอนุรักษ์การเปลี่ยนแปลงของชุมชนภาคเหนือที่ปรับเปลี่ยนไป และเปิดให้ชุมชนมีปฏิสัมพันธ์กับระบบทุนและระบบตลาดการขยายตัวของภาคธุรกิจบริการ ภาคอุตสาหกรรม ทำให้ชุมชนภาคเหนือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและค่อยเป็นค่อยไปในหลายพื้นที่อย่างเป็นพลวัต (Dynamic) ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวถือเป็นพลวัตทางเศรษฐกิจ สังคม และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนภาคเหนือ

“งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น…เครื่องมือกู้วิกฤติสังคมไทย”

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวของสังคมชุมชนภาคเหนือเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนให้ชุมชนต้องลุกขึ้นมาจัดการเพื่อตั้งรับและสร้างการอยู่รอดภายใต้สถานการณ์ วิกฤติและกระแสโลกต่างๆ ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป การรับมือกับวิกฤติ ปัญหาของสถานการณ์ดังกล่าวด้วยความรู้เป็นช่องทางหนึ่งการของสร้างทางเลือก ทางรอดให้กับชุมชนท้องถิ่นในปัจจุบัน “งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น” เครื่องมือหนึ่งของการสร้างความรู้จากฐานล่างเพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการชุมชนได้ด้วยคนในชุมชนเอง

“หากทศวรรษที่ผ่านมา ภาพรวมของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นอยู่ที่การสร้างอัตลักษณ์ของตนเองและสร้างความแตกต่างระหว่างงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นกับงานวิจัยอื่นๆ ทั้งในแง่ของวิธีวิทยา กระบวนการ และเป้าหมายของงานวิจัย ทศวรรษต่อไปของชุมชนวิจัยนี้คือการทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลง รับมือ และตอบโต้กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์ และการพัฒนาที่เกิดจากอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองจากส่วนกลาง”   วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ  กล่าวไว้ในการประชุม “10 ปีงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น: คุณค่า และความหมายต่อสังคมไทยและก้าวต่อไปในอนาคต” วันที่ 6 – 7 กุมภาพันธ์ 2552

งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงเป็นกระบวนการสร้างความรู้จากท้องถิ่น การนำเอาความรู้ ความเชื่อ จารีต วิถีของชุมชนมาเป็นทุนในการจัดการชุมชนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็ง ความสามัคคีของท้องถิ่น  แก้ปัญหาด้วยข้อมูล ความรู้ และตัดสินใจร่วม สิบปีที่ผ่านมาของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นได้เรียนรู้ถูกผิดในการเป็นทางเลือกของการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น จนวันนี้นักวิชาการ หน่วยงาน ตลอดจนชุมชนท้องถิ่นยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “เครื่องมือ” นี้สามารถนำไปสู่การจัดการท้องถิ่นด้วยตนเองได้จริง

ท่องเที่ยวชุมชน…..บนภาวการณ์เปลี่ยนแปลง

การท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community Based Tourism : CBT) เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวในสังคมท้องถิ่นภาคเหนือที่ชุมชนใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชน การท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่มีจุดเด่นคือชุมชนเป็นแหล่งข้อมูล หรือแหล่งเรียนรู้เอง มีวิถีชีวิตชุมชนที่เรียบง่ายเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง รวมถึงจัดการทรัพยากรบนพื้นฐาน 3 ประการ คือฐานการเรียนรู้และจัดการโดยชุมชน, ฐานองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น, และฐานพิธีกรรม จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว เพราะมีความแตกต่างกับการท่องเที่ยวกระแสหลักอย่างชัดเจน

การท่องเที่ยวโดยชุมชน จะเน้นคุณค่าของการท่องเที่ยว การพัฒนาคุณภาพชีวิต/การมีส่วนร่วมของชุมชน และสิทธิในการบริหารจัดการทรัพยากร ทำให้เกิดความยั่งยืนในการท่องเที่ยว ในขณะที่การท่องเที่ยวกระแสหลัก เน้นมูลค่าจากการท่องเที่ยว และตัวนักท่องเที่ยวเป็นหลัก ตลอดจนอาศัยอำนาจเป็นเครื่องมือบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว ทำให้ทรัพยากรเกิดความเสื่อมโทรม และไม่มีความยั่งยืน นับได้ว่าการท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรของชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชนโดยแท้ ทำให้ชุมชนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักท่องเที่ยว หนุนเสริมความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่น ที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต และทรัพยากรของตนเองได้ ก่อให้เกิดคุณค่า พลัง และความสุขติดตามมาอย่างยั่งยืน

บนภาวการณ์เปลี่ยนแปลงของโลกและสังคมไทยทั้งการจัดการทรัพยากร ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศและภัยพิบัติต่างๆ ทำให้ชุมชนต้องตื่นตัวในการจัดการตนเอง ชุมชนท่องเที่ยวเป็นคนอีกกลุ่มที่สามารถตั้งรับและจัดการกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวภายใต้การขับเคลื่อน “การท่องเที่ยวโดยชุมชน”

ชุมชนม้งร่องกล้า…..รูปธรรมของพลังการเปลี่ยนแปลง

ในแถบพื้นที่ลุ่มน้ำเข็ก อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลกเป็นพื้นที่ที่รวบรวมชุมชนชายขอบชาติพันธุ์ม้ง ไว้อยู่จำนวนมาก โดยส่วนใหญ่อพยพมาจากสหรัฐอเมริกาและประเทศลาว ทำให้เกิดเครือข่ายพี่น้องม้งในแถบพื้นที่นั้นเป็นเครือข่ายใหญ่ ขยับขึ้นไปจากลุ่มน้ำเข็ก ไปทางตำบลเนินเพิ่ม พื้นที่ที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดีเพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่นิยมของคนรักธรรมชาติและเดินทางท่องเที่ยวรู้จักในนาม “ภูหินร่องกล้า” ซึ่งตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อุทยานแห่งนี้เป็นอุทยานอันดับต้นๆ ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว เพราะความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ และเรื่องราวในประวัติศาสตร์การสู้รบในอดีตที่ผ่านมา จึงนับว่า “ภูหินร่องกล้า” เป็นพื้นที่ที่มีเสน่ห์ในทุกแง่มุมให้กับผู้มาเยือน ไม่ไกลจากพื้นที่อุทยานฯ ยังมีชุมชนเล็กๆ อาศัยอยู่และพึ่งพิงอาศัยการใช้ทรัพยากรร่วมกับการอนุรักษ์และจัดการของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า “บ้านใหม่ร่องกล้า” หมู่ที่ 10 ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก นับว่าเป็นชุมชนบนดอยสูงที่แฝงตัวอยู่ในพื้นที่อุทยานฯมานาน เป็นชุมชนสุดท้ายที่มีขอบเขตติดกับจังหวัดเพชรบูรณ์

“เมื่อก่อนนะ พอชาวบ้านเห็นเจ้าหน้าที่อุทยานก็วิ่งหนี ยังไม่ได้ทำอะไรผิดก็หนีไว้ก่อน เรียกได้ว่าถ้ามีเจ้าหน้าที่อยู่ตรงไหน ไม่มีชาวบ้านอยู่ตรงนั้น” นายป๋อ วัชรวงศ์วรกุล เล่าย้อนภาพในอดีตให้ฟัง น่าจะเป็นเรื่องปกติของการอยู่ร่วมในกันในบทบาทของเจ้าของร่วม อุทยานฯ มีหน้าที่ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ ในขณะที่ชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทในการเป็นส่วนหนึ่งของผู้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากร ดูเหมือนบทบาทของทั้งสองส่วนจะสวนทางกัน ในฐานะของผู้อนุรักษ์ และผู้ใช้ประโยชน์

ท่องเที่ยวชุมชน…จุดก่อเกิดมิตรภาพ รัฐกับท้องถิ่น

เมื่อต้องอยู่ร่วมกัน การสานสัมพันธ์จึงเริ่มขึ้น ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อุทยานฯ เปลี่ยนบทบาทจากผู้บังคับใช้กฎหมายมาเป็นกัลยาณมิตร มีกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการจัดการทรัพยากรมากขึ้น เมื่อถึงช่วงของการท่องเที่ยวอุทยานฯ ได้เปิดพื้นที่ให้ชุมชนม้งร่องกล้าได้เข้ามาขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ของที่ระลึกนักท่องเที่ยว และยังให้ชาวบ้านร่องกล้ามาร่วมทีมนักสื่อความหมายร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ในการบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย การท่องเที่ยวจึงเสมือนตัวเชื่อมประสานในการร่วมกันจัดการทรัพยากรธรรมชาติระหว่างชุมชนท้องถิ่นและอุทยานฯ ได้เป็นอย่างดี นายพิเชฐ ภูมิพาณิชย์ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า กล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

เมื่อได้ลองทำ จุดสนใจจึงเกิดขึ้น เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ.2550 นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวอุทยานฯ เป็นจำนวนมาก ทางอุทยานฯ จึงเริ่มวางแผนการกระจายนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ใกล้เคียง โดยเริ่มแนะนำให้ไปเที่ยวในชุมชนม้ง บ้านใหม่ร่องกล้า นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวที่เข้าสู่ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ ด้วยความที่ไม่ใช่นักจัดการ แต่เกิดมากับอาชีพและความรู้เฉพาะตัวด้านเกษตรกรรม การท่องเที่ยวจึงเป็นเรื่องใหม่ที่ท้าทายชุมชนแห่งนี้ จนแกนนำชุมชนมาพบ นักวิชาการผู้ทุ่มเทความรู้เพื่อชุมชนท้องถิ่น ผศ.ดร.ชุลีรัตน์ จันทร์เชื้อ อาจารย์สาขาวิชาการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม ร่วมกับสถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชน  ภายใต้การสนับสนุนของ สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น จึงได้เสนอเครื่องมือการสร้างการเรียนรู้ให้กับชุมชนร่องกล้าเพื่อสร้างพลังจากฐานล่างในการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน

วิจัยท้องถิ่น….เรื่องใหม่ที่ท้าทาย

เมื่อโอกาสมาถึง ชุมชนจึงลองดูซักตั้งกับการวิจัยแบบชาวบ้าน ผ่านการเรียนรู้ใน โครงการวิจัยเรื่องแนวทางการพัฒนาศักยภาพชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านร่องกล้า ตำบลเนินเพิ่ม อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก สนับสนุนโดย สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น เริ่มจากการดึงการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนทั้งคนไทยและพี่น้องม้งในชุมชนมาร่วมกันกำหนดเป้าหมายและภาพฝันร่วมกัน

“ผมเอง เกิดที่นี่ โตที่นี่ ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลป่าผืนนี้ คนอื่นชอบกล่าวหาว่าพวกผมเป็นคนลายป่า ตัดไม้บ้าง ล่าสัตว์บ้าง ผมคิดว่าพวกผมทำไปเพื่อการอยู่รอด ไม่ได้หวังร่ำรวยจากทรัพยากร และเมื่อเจ้าหน้าที่อุทยานต้องการสร้างแนวร่วมในการดุแลป่า พี่น้องบ้านร่องกล้าก็ยินดีที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ผมคิดว่าการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จะทำให้พี่น้องช่วยดูแล รักษาป่า เพราะจะได้มีป่า มีต้นไม้ ดอกไม้ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้และชื่นชมและยังมีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวเพื่อลดการบุกรุกป่าอีกด้วย” เสียงของหนุ่มม้ง นายนัทวัช แซ่ลี หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวให้ฟังถึงช่วงต้นของการเกิดงานวิจัย

ชุมชนร่องกล้าใช้กระบวนการวิจัยในการศึกษาศักยภาพชุมชน ข้อมูล แหล่งท่องเที่ยวและเรื่องราวดีดีของชุมชน เพื่อที่จะสามารถนำมาจัดทำเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวและทำให้ชุมชนร้องกล้าสามารถบริหารจัดการการท่องเที่ยวได้ด้วยคนในชุมชนเอง โดยจัดแบ่งงานออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 เน้นการศึกษาศักยภาพชุมชน เพื่อศึกษาข้อมูลต่างๆ ในชุมชน วิเคราะห์ ซึ่งชุมชนสามารถรวมกลุ่มกันเพื่อศึกษาเรื่องราว วิถีวัฒนธรรม มีการสืบค้น บันทึก เรียนรู้ และถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ จะเห็นได้ว่าเกิดโปรแกรมและเส้นทางการท่องเที่ยวที่เกิดจากการค้นหาความรู้ ข้อมูลด้วยคนในชุมชน เองการให้โอกาสคนเล็กๆในชุมชนเล็กที่จะค้นหาตนเอง ทำให้การจัดการท่องเที่ยววันนี้ของชุมชนร่องกล้าเป็นการนำเสนออัตลักษณ์ของชุมชนอย่างแท้จริง รวมทั้งสร้างการเรียนรู้ร่วมผ่านการทำข้อมูลชุมชนด้วยกันเองในชุมชน และยังสร้างการเรียนรู้ร่วมระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ตลอดเส้นทางของการวิจัย และในระยะที่ 2 เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ การท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมโดยคนในชุมชนร่องกล้า และสามารถเปิดชุมชนรองรับนักท่องเที่ยวได้ รวมทั้งยังสามารถประสานการทำงานกับอุทยานภูหินร่องกล้าในการจัดการท่องเที่ยวได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปสู่การจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนร่วมกัน

การจัดการท่องเที่ยวเป็นเรื่องใหม่ของคนกลุ่มเล็กๆ บนดอยสูง ชาวบ้านต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่กระบวนการวิจัยและการเตรียมความพร้อมชุมชนผ่านงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เริ่มตั้งแต่ความรู้ ความเข้าใจว่าการท่องเที่ยวโดยชุมชนคืออะไรต่างจาการท่องเที่ยวกระแสหลักอย่างไร นอกจากนั้นยังต้องพัฒนาศักยภาพในเชิงการบริหารจัดการอีกหลายอย่าง อาทิเช่น การรวมกลุ่ม การบริหารงานแบบมีส่วนร่วม การจัดการต่างๆ การรับรองนักท่องเที่ยว การสื่อความหมาย การบริการต่างๆ และการบริหารจัดการการเงิน นับว่าเป็นสิ่งใหม่ทั้งสิ้น งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นสามารถสร้างการเรียนรู้และพัฒนาทักษะให้คนกลุ่มเล็กๆ สามารถบริหารจัดการสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนด้วยความเข้าใจรากแท้ของมันอย่างชัดเจน

สังคมแห่งปัญญา…ผลิดอกบาน กลางป่า “ภูหินร่องกล้า”

            เมื่อชุมชนเรียนรู้และรู้จักกัดการชุมชนด้วยความรู้ท้องถิ่นแล้วนั้น ส่งผลให้ชุมชนเกิดการพัฒนาเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ มีการรวมกลุ่มพูดคุย ปรึกษาหารือและตัดสินใจร่วมในการจัดการตนเอง นอกจากการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนแล้ว การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันกับอุทยานฯ ทำให้เกิดพื้นที่ป่าที่เพิ่มขึ้นร่วมกัน ยังไม่นับรวมผลกระทบด้านสังคม เศรษฐกิจ ที่เกิดการจากเปลี่ยนอาชีพผู้ล่ามาเป็นผู้อนุรักษ์ ชาวบ้านมีรายได้เสริมเพิ่มจากการเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น สามารถนำเที่ยวได้ทั้งในชุมชนและในพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างชุมชนและอุทยานฯ จากป่าที่ถูกทำลาย ปัจจุบันชาวบ้านร่วมกับอุทยานฯ จัดการพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมด้วยการปลูกซากุระ 1,200 ต้น เพื่อลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ทำกิน และร่วมกำหนดกฎกติกาในการดูแลและใช้ประโยชน์ทรัพยากรร่วมกัน เมื่อมีรายได้เสริมจาการท่องเที่ยว การบุกรุกพื้นที่ป่าก็ลดลง นอกจากนั้นยังเกิดการสร้างและพัฒนากลุ่มเยาวชนด้วยการฟื้นวัฒธรรมชุมชนเพื่อการท่องเที่ยว ช่วงกลางปี พ.ศ.2553 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สสส. จำนวน 100,000 บาท

นอกจากการเป็นพันธมิตรในการอนุรักษ์ร่วมกับอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าแล้ว จากงานวิจัยนี้ชุมชนมีระบบการประสานความร่วมมือ มีการประชุมอย่างต่อเนื่องกับภาครัฐ และในทุกฤดูกาลท่องเที่ยวจะมีระบบการกระจายนักท่องเที่ยวจากอุทยานฯสู่ชุมชน และระบบมัคคุเทศก์ท้องถิ่นทั้งเจ้าหน้าที่อุทยาฯ และชุมชนต่างร่วมเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นทั้งในพื้นที่ชุมชนองและพื้นที่ของอุทยานฯ จนปัจจุบันสามารถขยายผลวงกว้างสู่การเป็นต้นแบบการท่องเที่ยวโดยชุมชน จนเกิดการรวมเครือข่ายการท่องเที่ยวโดยชุมชน ตำบลนครไทย ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) จำนวน 5 ล้านบาท  ในการผลักดันให้เกิด Model การจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนระดับตำบล ในพื้นที่ตำบลนครไทย

ไม่เพียงแต่การขยายผลในระดับพื้นที่เท่านั้น ชุมชนร่องกล้าเมื่อภายหลังจากสามารถจัดการท่องเที่ยวได้อย่างเป็นรูปธรรม ได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากสำนักงานจังหวัดให้พัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบด้านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนของจังหวัดพิษณุโลก โดยได้รับงบประมาณ 300,000 บาท ในการสร้างศูนย์การเรียนรู้และเป็นต้นแบบหนึ่งเดียวในจังหวัดพิษณุโลก

และที่สำคัญที่เป็นความภาคภูมิใจของคนชายขอบตัวเล็กๆ คือการได้เป็น “ครู” ในการสร้างการเรียนรู้ให้กับนักเรียน นักศึกษา โดยชุมชนร่องกล้าสามารถพัฒนาชุมชนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ และเป็นห้องเรียนขนาดใหญ่ให้กับนักศึกษา อาจารย์สาขาวิชาการท่องเที่ยว ของมหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก ในการจัดเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนและการศึกษาชุมชน โดยมหาวิทยาลัยมีการจัดการเรียนการสอน และผลักดันจนเป็นวิชาเลือก วิชาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชน และจัดการการเรียนการสอนในชุมชนมาแล้วสามปี

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนชายขอบเล็กๆ แห่งนี้เกิดขึ้นจาก “โอกาส” การเปิดโอกาสเรียนรู้เรื่องราวใหม่ ของคนในชุมชน ความตั้งใจจริง และความมีจิตสาธารณะเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของเส้นทางการพัฒนาของชุมชนร่องกล้าแห่งนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนแห่งนี้นับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนา เส้นทางสายนี้ยังมีความท้าทายใหม่ๆ ให้กับคนเล็กๆ เสมอ แต่เพียงจุดเริ่มต้นนี้กลับกลายเป็นฐานความรู้ ความคิดในการเป็นเข็มทิศสู่การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเพื่อรับมือกับวิกฤติและกระแสการพัฒนาที่มีการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัฒน์นี้ได้เป็นอย่างดี ขอเพียงเราเชื่อมั่น พลังท้องถิ่น พลังที่จะนำไปสู่การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าชุมชนไหนของประเทศไทยก็จะสามารถตั้งมั่น อยู่รอด และมีความสุขกับการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

นางสาวสุภาวิณี  ทรงพรวาณิชย์
สถาบันการท่องเที่ยวโดยชุมชน